John Wick: Chapter 4 — ละทิ้งความเป็นจริงเพื่อเดินทางไปสู่ยอดบันไดของตำนานการต่อสู้ราวกับเทพนิยาย

John Wick: Chapter 4 — จอห์น วิค แรงกว่านรก 4

169 MIN. — 2023

Chad Stahelski — แชด สตาเฮลสกี้

 

***** มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง John Wick: Chapter 4 หรือ จอห์น วิค แรงกว่านรก 4 *****

หลังสิ้นสุดไตรภาคไป จอห์น วิค สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นเฟรนไชส์ภาพยนตร์แนวหน้าของฮอลลีวูดอย่างเต็มตัว ด้วยฉากแอคชั่นที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี แถมยังใส่มาจัดเต็มแบบไม่ยั้งตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งสิ่งนี้ได้กลายมาเป็นจุดขายที่ดีที่สุดของภาพยนตร์ในเฟรนไชส์นี้อย่างปฏิเสธไม่ได้

และในภาคต่ออย่าง John Wick: Chapter 4 (2023) หรือ จอห์น วิค แรงกว่านรก 4 ก็ยิ่งผลักดันความยอดเยี่ยมนี้ขึ้นไปได้อีกขั้นหนึ่ง กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของฉากแอคชั่นในภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ ด้วยฉากแอคชั่นที่เต็มอิ่มยิ่งกว่าภาคก่อนหน้านี้ทั้งหมด ทั้งในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์, ความสวยงาม และปริมาณที่อัดแน่นจนแทบล้นออกมาในเวลาเกือบสามชั่วโมงของภาพยนตร์

โดยในภาพยนตร์ภาคที่สี่นี้ มีฉากแอคชั่นที่น่าประทับใจอยู่ตลอดทั้งเรื่อง โดยในช่วงแรกก็อาจจะเป็นฉากที่ จอห์น วิค ที่รับบทโดย คีอานู รีฟส์ ต่อสู้กับ เคน มือสังหารตาบอดที่รับบทโดยยอดฝีมือด้านศิลปะการต่อสู้จากทางฝั่งเอเชียอย่าง ดอนนี่ เยน ในห้องแสดงงานศิลปะที่โรงแรมคอนทิเนนทัล สาขาโอซาก้า ซึ่งฉากดังกล่าวนี้ทำให้เราได้รู้เลยว่า เคน เป็นมือสังหารที่มีฝีมือมากเพียงใด จากการที่เขาเป็นมือสังหารตาบอดที่สามารถต่อกรกับหนึ่งในมือสังหารที่เราเชื่อกันว่าเก่งที่สุดอย่าง จอห์น วิค ได้อย่างสูสี

ส่วนฉากแอคชั่นที่สองที่น่าประทับใจก็คงจะเป็นฉากของการต่อสู้ที่ ประตูชัยฝรั่งเศส หรือ อาร์กเดอทรียงฟ์เดอเลตวล ที่น่าประทับใจในเรื่องของศัตรูจำนวนมหาศาลถาโถมเข้ามาใส่ จอห์น และวิธีการที่ทีมงานเบื้องหลังเลือกที่จะใช้การหมุนเปลี่ยนมุมกล้องไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะทำให้ฉากแอคชั่นมีความต่อเนื่องสัมพันธ์กับจำนวนศัตรูที่มุ่งเอาชีวิต มิสเตอร์ วิค

โดยฉากดังกล่าวก็จะเชื่อมโยงกับฉากที่สาม ซึ่งเป็นฉากแอคชั่นมุมสูงที่ จอห์น จะใช้ปืนลูกซองบรรจุกระสุน Dragon’s Breath ที่จะมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมาพร้อมกับลูกกระสุนลูกปรายในการสังหารศัตรู ในตึกที่เป็นคล้ายกับจะเป็นอพาร์ตเมนต์ ซึ่งถือว่าเป็นฉากแอคชั่นที่ถือว่ากล้าหาญและมีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดฉากหนึ่งของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์แอคชั่นฮอลลีวูดเลยทีเดียวก็ว่าได้ เพราะว่าการสร้างฉากแอคชั่นแบบนี้ ความยากไม่ได้อยู่เฉพาะตรงส่วนของการออกแบบการต่อสู้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการออกแบบการเคลื่อนกล้องที่ส่วนหนึ่งที่เป็นลองเทค ให้ได้เป็นภาพที่ผู้ชมสามารถรับชมได้อย่างเข้าใจในขณะที่ก็ยังคงความสวยงามในตัวของมันเองไปพร้อม ๆ กันด้วย และผู้กำกับ แชด สตาเฮลสกี้ รวมไปถึงทีมงานทุกคน ก็สามารถทำตรงจุดนี้ได้ออกมาเป็นอย่างดี

และฉากแอคชั่นที่น่าประทับใจฉากสุดท้าย ก็จะเป็นฉากไหนไปไม่ได้นอกจากฉากการต่อสู้ที่บันไดทางขึ้นมหาวิหารซาเคร-เกอร์ ทั้งสองรอบ โดยเฉพาะการขึ้นบันไดรอบที่สอง ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง จอห์น และ เคน ในการฝ่าดงศัตรูขึ้นไปยังลานประลองที่หน้ามหาวิหาร ภาพการร่วมฉากกันของนักแสดงบู๊ในตำนานทั้งสองคนด้วยเคมีที่เข้ากันอย่างคาดไม่ถึง เป็นภาพที่น่าประทับใจจนยากที่ภาพยนตร์แอคชั่นเรื่องไหนจะมาเทียบได้ยากจริง ๆ

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่จะต้องบอกว่า ฉากแอคชั่นอาจจะเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่น่าชื่นชมในภาพยนตร์จักรวาลมือสังหารเรื่องนี้ เพราะว่าโครงสร้างและประเด็นอื่น ๆ ในตัวภาพยนตร์ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างเบาหวิว และไร้ซึ่งจิตวิญญาณ แม้ว่าจะมีเวลามากกว่าเกือบหนึ่งร้อยเจ็ดสิบนาทีในการปูเรื่องราวขึ้นมาก็ตาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์ที่มีความเหนือจริงก้าวกระโดดขึ้นไปกว่าภาคอื่น ๆ ในเฟรนไชส์อย่างเห็นได้ชัด หรือว่าพูดแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือ ขี้โม้ นั่นเอง

ทั้งการที่ จอห์น ซึ่งเป็นมือสังหารที่ทั่วโลกตามล่าตัว สามารถเดินทางไปไหนมาในโลกใบนี้ได้แทบจะตามใจของตัวเอง โดยไม่โดนขัดขวางเสียก่อน โดยเขาสามารถเดินทางไปตามล่าตัวผู้อาวุโสได้ที่คาซาบลังกา ประเทศโมร็อคโก ก่อนที่จะกลับมาหา เดอะ บาวเวอรี คิง ที่นิวยอร์ก และบินไปหาสหายเก่า ชิมาสุ ที่โอซาก้า เดินทางต่อเนื่องไปเผชิญหน้า มาร์กีส์ เดอ กรามงต์ ที่ปารีสต่อได้อย่างสบาย ๆ โดยไม่เจอปัญหาอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

หรือการที่ เคน มือสังหารตาบอด สามารถมองเห็นไพ่ที่มือสังหารร่างใหญ่อย่าง คิลล่า แจกให้เขาได้ แถมมือสังหารตาบอดคนนี้ยังยิงปืนแม่นอีกต่างหาก รวมไปถึงการที่แทบจะไม่มีใครที่สามารถต่อกรกับ เคน ได้เลย ถึงแม้เขาจะตาบอดก็ตาม ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีเหตุผลอะไรมารองรับมันเลย ถึงแม้ในช่วงแรกภาพยนตร์จะพยายามชี้ให้เห็นว่าจุดบอดเรื่องการมองเห็นของ เคน มีอยู่จริง แต่ประเด็นนี้ก็ถูกทิ้งไป เพราะว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ความสนใจไม่ใช่ความสมจริงอีกต่อไป แต่คือความสวยงามของการต่อสู้ที่เป็นเหมือนกับเทพนิยายต่างหาก

เห็นได้จากการที่ภาพยนตร์พยายามใช้เบื้องหลังของฉากต่าง ๆ เป็นงานศิลปะ หรือสิ่งก่อสร้างที่เป็นสถาปัตยกรรมชื่อดัง ทั้งฉากของการพูดคุยและฉากแอคชั่น ก็เพื่อเป้าหมายในเรื่องของความสวยงามทั้งสิ้น ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันทำออกมาได้สวยงามและมีคลาสจริง ๆ แต่ความสวยงามและดูสูงส่งนี้ก็ไม่ได้มีความหมายสำคัญแต่อย่างใด

โดยสรุปแล้ว จอห์น วิค แรงกว่านรก 4 ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ผลักดันความทะเยอทะยานในด้านของฉากแอคชั่นของมันได้ตามเป้าหมาย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความสมจริงที่ถูกลดทอนลงไป ทั้งเรื่องของความเป็นเหตุเป็นผลง่าย ๆ, การใช้สูตรโกงเสกเอาสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อให้เรื่องราวดำเนินต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีเบื้องหลังให้กับมัน หรือแม้แต่มิติของตัวละครหลายตัวที่หายไป ทั้งของตัวละครสำคัญอย่าง จอห์น, วินสตัน และ เดอะ บาวเวอรี่ คิง แต่ก็โชคยังดีที่มีตัวละครใหม่ ๆ ที่มีเบื้องหลังน่าสนใจอย่าง มิสเตอร์โนบอดี้ หรือ คนไม่สำคัญ และ เคน เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ด้อยลงไปนี้ได้อยู่บ้าง

Comments

comments